ความชุ่มชื้นในบรรยากาศลดลง ทำให้เฟินโบราณและพืชต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อดำรงชีพ พวกที่ไม่อาจปรับตัวได้ก็ล้มตายสูญสิ้นพันธุ์ไป ด้วยเหตุนี้เฟินในยุคต่อมาจึงลดขนาดลง เนื่องจากพวก horsetail และ clubmoss ต่างๆ ที่เคยมีขนาดสูงใหญ่บดบังกลั่นกรองแสงแดดไว้ให้ ก็มีขนาดเล็กลง และหลายชนิดสูญพันธู์ไปแล้ว เฟินต่างๆ ได้รับแสงแดดมากขึ้น เฟินหลายกลุ่มได้พัฒนาตัวไปเป็นวงศ์ใหม่ โดยมีลักษณะเด่นที่ใบอ่อนขดม้วนงดเป็นวง (circinated frond) ซึ่งนักธรณีวิทยาได้ขุดค้นพบฟอสซิลของเฟินในวงศ์บัวแฉก วงศ์ออสมันดา วงศ์โชน (Gleicheniaceae) วงศ์สิเภา (Schizaeaceae) และวงศ์กีบแรด (Marattiaceae) นำมาศึกษาดู พบว่าล้วนแต่พัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกันในยุคพาลีโอโซนิคตอนปลาย ทั้งนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า บางกลุ่มของเฟินในปัจจุบันนี้มีความพิเสษที่มันสืบทอดวงศ์ตระกูลของมันมาได้ ตั้งแต่ยุคต้นจนสู่ปัจจุบัน เพียงแต่มันปรับปรุงตัวขึ้นมาจนแข่งขันได้กับพืชสมัยใหม่อื่นๆ แม้กระทั่งพืชมีดอกก็ตาม การศึกษาเฟินโบราณซึ่งปรากฏในรูปของซากดึกดำบรรพ์ในไทยมีน้อยมาก เท่าที่ทราบมีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นและชาวไทย คือ Kazuo Asama, Nokorn Nakornsri, chaiyan Hintong และ Sin Sinsakul ในปี พ.ศ. 2523 ได้ร่วมกันขุดค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของเฟินสองชนิดในสกุล Gleichnoides คือ Gleichenoides gagauensis Kon'no และ G. pantiensis Kon'no ฝังตัวอยู่ในหินตะกอน สีเทาอมเขียว-เทาอมน้ำเงิน และหินทรายละเอียดสีน้ำตาลอ่อน บริเวณอำเภอสิเกา จ. ตรัง ประเมินอายุอยู่ในยุค Lower Cretaceous หรือประมาณ 100-140 ล้านปีล่วงมาแล้ว และก่อนหน้านี้ พ.ศ. 2510 และ 2511 Mr. Kon'no ก็ได้ขุดค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของเฟินในสกุลเดียวกันแต่เป็นคนละชนิดกัน ได้แก่ G. serratus Kon'no และ G. stenopinnula Kon'no นอกจากนี้ยังพบบรรพบุรุษของหญ้าถอดปล้องหรือหญ้าหางม้า คือ Equisetites burchardti Dunker อีกด้วย
เริ่มต้นเรื่องเลี้ยงเฟิน
เริ่มต้นสำหรับการปลูกเฟิน ปัจจัยสำคัญการปลูกต้นเฟิน ประเภทต่างๆของเฟิน การดูแลรักษา สมุนไพรกับเฟิน อาหารกับเฟิน